วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กระเนื้อ

กระเนื้อ
กระ เนื้อพวกนี้เป็นผลมาจาก การเจริญเติบโตมากผิดปรกติของผิวหนังชั้นหนังกำพร้า เชื่อว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงตามอายุ มักพบในคนที่มีอายุ 30 ปี ขึ้นไป

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น จะมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีจำนวนเพิ่มขึ้นได้ มักมีประวัติเป็นในครอบครัวเดียวกัน และจะพบมากขึ้นเมื่อกำลังตั้งครรภ์ได้ จะพบได้บ่อยบริเวณใบหน้า ลำคอ ศีรษะ หน้าอกและหลัง


ระยะแรกจะเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีน้ำตาลอ่อน แล้วจะค่อย ๆ ขยายใหญ่ นูนหนาขึ้น สีเข้มขึ้น และผิวขรุขระมากขึ้น

โดยเฉพาะถ้าถูกรบกวนแกะเกา ก็จะนูนหนาได้มาก บางทีอาจมีก้านเล็ก ๆ ทำให้ยื่นออกมาเป็นติ่งเนื้อ ถ้าอยู่ในบริเวณที่เสียดสีง่าย หรือแกะเกาบ่อย จะทำให้มีเลือดออกได้



ถ้ากระเนื้อไม่ได้ เกิดขึ้นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว จะไม่เกี่ยวข้องกับความผิดปรกติในร่างกายเพียงแต่จะแลดูไม่สวยงาม ซึ่งก็สามารถกำจัดออกไปได้อย่างง่ายดาย โดยการจี้ด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้า หรือเลเซอร์ โดยใช้ยาชาชนิดทา ทาตรงบริเวณที่เป็นแล้วรอประมาณ 45 นาที ก็สามารถจี้ออกได้ในเวลาอันไม่นาน จะมีรอยแผลถลอกตื้น ๆ ซึ่งจะหายภายใน 1 สัปดาห์


เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ถ้าคุณกำลังต้องการกำจัดกระเนื้อออกไปจากใบหน้าสวย ๆ ของคุณก็จงอย่ารอช้า รีบมาปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในโรงพยาบาลหรือคลินิกที่ได้ มาตรฐานนะคะ

ไฝ

ไฝที่ตรงริมฝีปากทั้งด้านขวาและซ้าย (ริมฝีปากบน)

ท่าน ว่าเป็นคนชอบเจรจาพาที พูดจาหว่านล้อมดี เป็นคนที่มีชะตาสูงมาก ทำการใดมักสำเร็จผลอย่างดียิ่ง จะได้คู่ครองที่พึ่งพาอาศัยได้อย่างดียิ่งนัก

ถ้าเป็นหญิง ไม่สู้จะ ดีนัก เพราะเป็นคนชอบเอาแต่ใจตนเอง และใจร้อน มีคู่หลายคน ทำงานทางด้านเป็นไกด์นำเที่ยวหรือประชาสัมพันธ์จะดีมาก

ไฝที่โหนกแก้มซ้าย

ท่านว่า เป็นคนที่มีนิสัยใจคอกว้างขวาง ชอบในการทำบุญ มักไปได้ดีจากถิ่นที่อื่น

ไฝที่หน้าผากชิดขอบผม

เป็นคนที่มีวาสนาดี จะอุดมด้วยทรัพย์สินและบริวารมาก ถ้าเป็นหญิง ก็จะได้สามีที่ดี มีความสุขสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ไข้หวัดหมู หรือ ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก โรคระบาด วิกฤตคนกับเชื้อโรค

ไข้หวัดหมู หรือ ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก โรคระบาด วิกฤตคนกับเชื้อโรค
การแพร่ระบาดของไข้หวัดหมู (Swine influenza) เป็น ความสำเร็จก้าวสำคัญของสงครามระหว่างมนุษย์กับเชื้อโรค และเป็นการยืนยันความจริงที่ว่าโรคอุบัติใหม่-อุบัติซ้ำที่สำคัญและมีโอกาส คร่าชีวิตมนุษย์ ติดต่อได้กว้างขวาง เป็นโรคที่มาจากสัตว์สู่คนเกือบทั้งสิ้น แม้จะผ่านตัวกลาง เช่น ยุง ริ้น เห็บ หรือไม่ก็ตาม


ไข้หวัดหมู ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก
ไข้หวัดหมู ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก



พัฒนาการของเชื้อโรคที่จะเข้าสู่คน แบ่งเป็น 5 ระดับ คือ

1.เชื้อโรคอยู่ในสัตว์และไม่เคยติดต่อมายังคน เช่น เชื้อมาลาเรียในลิง (Relchenowl malaria)

2.มีการติดต่อจากสัตว์สู่คน แต่หยุดเพียงคนคนนั้น โดยไม่มีการแพร่จากคนสู่คน เช่น โรคพิษสุนัขบ้าจากสุนัข

3. เริ่มมีการข้ามสายพันธุ์ โดยไวรัสจากสัตว์ชนิดหนึ่งถ่ายทอดไปยังสัตว์อีกชนิดและแพร่ไปยังคน เช่น โรคอีโบล่า (Ebola) ที่มีแหล่งรังโรคในค้างคาวแพร่ไปยังลิง และส่งต่อถึงคน โดยมีการติดต่อจากคนสู่คน แต่อยู่ในวงจำกัด เนื่องจากโรคมีความรุนแรงมากในคนและผู้ติดเชื้อเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วจน ไม่สามารถส่งต่อไปคนอื่นๆ อีก

4.เชื้ออยู่ในสัตว์ได้หลายชนิด ขึ้นกับสภาวะภูมิอากาศ ความแห้งแล้ง หรืออุดมสมบูรณ์ เช่น ไวรัสในตระกูลไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ โดยอาจแฝงในลิงหรือสัตว์ขุดรูต่างๆ และมียุงเป็นพาหะกัดคน และเมื่อคนมีจำนวนไวรัสหรือเชื้อโรคมากขึ้น ก็จะถูกยุงกัด และนำเชื้อไปให้คนอื่นอีก ซึ่งเห็นได้ชัดในโรคไข้เลือดออก และเป็นสาเหตุให้ต้องพยามกำจัดยุงในบริเวณบ้านคนที่เป็นไข้เลือดออก

5. มีวิวัฒนาการในสัตว์จนสุกงอม และติดต่อไปยังคน และติดเชื้อในคนได้อย่างสมบูรณ์กระทั่งมีการติดต่อระหว่างคนสู่คนได้สำเร็จ ไม่ต้องอาศัยสัตว์อีกต่อไป เช่น โรคเอดส์จากเชื้อ HIV ที่มีต้นกำเนิดมาจากลิง


สำหรับไข้หวัดหมู พัฒนาการอาจอยู่ในระดับที่ 5 ซึ่งต่อจากนี้จะมีการแพร่ระหว่างคนสู่คน แต่จะมีประสิทธิภาพเพียงใดขึ้นกับการปรับตัวของไข้หวัดหมูในมนุษย์ โดยโรคนี้พบตั้งแต่ ค.ศ.1918-1919 ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish Flu) มีการระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก แต่ผู้เสียชีวิตส่วนมากจะอายุ 20-40 ปี และตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งต่างจากไข้หวัดใหญ่ทั่วไป (Seasonal Flu) ที่เล่นงานเด็กเล็กและคนแก่เป็นส่วนมาก แต่คล้ายคลึงกับไข้หวัดหมูที่เราเผชิญอยู่ขณะนี้ ในช่วงนั้นมีการพบไข้หวัดในหมูเช่นกัน (J.S. Koen) และจวบจน ค.ศ.1930 จึงได้มีการแยกเชื้อได้ (Shope และ Davis) ไข้หวัดหมูยังเป็นหมูแท้ๆ อยู่อีก 80 ปี โดยไม่มีลูกผสมเป็น 3 เกลอ (พันธุกรรมหมู นก คน) ดังเช่นปัจจุบัน แต่ถึงกระนั้นก็ก่อให้เกิดโรคในคนอยู่เนืองๆ มากกว่า 50 ราย เช่น ในสหรัฐ 19 ราย เชโกสโลวะเกีย 6 ราย เนเธอร์แลนด์ 4 ราย รัสเซีย 3 ราย แคนาดาและฮ่องกงอีกแห่งละ 1 ราย โดยผู้ป่วย 61% มีประวัติสัมผัสหมูและมีอายุเฉลี่ย 24 ปี หลังจากนั้นใน ค.ศ.1974 ไข้หวัดหมู (ล้วน) มีการพัฒนาโดยเกิดโรคในค่ายทหาร (Fort Dix) ที่รัฐนิวเจอร์ซี่ (New Jersy) มีผู้ป่วย 13 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยที่อีก 230 ราย ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ หรือมีอาการแต่น้อยมาก ทั้งหมดนี้ไม่มีประวัติสัมผัสหมู ซึ่งแสดงว่าน่าจะมีการพัฒนาจนมีการติดต่อจากคนสู่คน


การติดต่อในค่ายทหาร ทำให้มีการฉีดวัคซีนไข้หวัดหมูให้ประชาชนทั่วไป แต่ พบว่าช่วงที่มีการฉีดวัคซีนมีผู้ป่วยเส้นประสาทอักเสบแขน ขาอัมพาต ทำให้ต้องล้มเลิกการใช้วัคซีน และข้อมูลสรุปของการเกิดอัมพาตอาจยังคลุมเคลือจนปัจจุบัน ใน ค.ศ.1988 มีผู้หญิงตั้งครรภ์เสียชีวิต โดยมีประวัติสัมผัสหมูในรัฐวิสคอนซิน (Wisconsin) และเริ่มสงสัยว่าไข้หวัดหมูอาจไม่ใช่พันธุ์หมูล้วน (classic H1N1) จวบจน ค.ศ.1998 จึงได้มีการพิสูจน์พบว่า หมูเลี้ยงในสหรัฐ มีไวรัสไข้หวัดหมูกลายพันธุ์ โดยมีพันธุกรรมผสมระหว่างหมู คน และนก เกิดสายพันธุ์ผสม (Triple assortant virus) H3N2, H1N2, และ H1N1 (วารสารโรคติดเชื้อ JID 2008) และสายพันธุ์ผสมนี้ยังพบได้ในเอเชีย และแคนาดา


ไข้หวัดหมูผสมสายพันธุ์ใหม่ พบได้ในประเทศสเปน (H1N1) เดือนพฤศจิกายน 2008 เป็น หญิงอายุ 50 ปี มีการไข้ ไอ เหนื่อย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คันคอ และคันตา และหนาวสั่น ผู้ป่วยหายเองโดยไม่ต้องการการรักษาใดๆ โดยที่ผู้ป่วยทำงานในฟาร์มหมูและสัมผัสใกล้ชิดหมู ไม่มีคนใกล้ชิดในละแวกมีการติดเชื้อ ข้อสรุป ณ ขณะนั้น ยังไม่คิดว่าไข้หวัดหมูแม้เป็นสายพันธุ์ผสมแล้วจะมีอันตรายมากนัก (Eurosurveillance ฉบับ 19 กุมภาพันธ์ 2009) อย่างไรก็ดี เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดมาก่อนในรัฐวิสคอนซิน วันที่ 7 ธันวาคม 2005 ชายอายุ 17 ปี มีอาการไข้หวัดใหญ่ แต่หายเองใน 3-4 วัน มีการติดเชื้อไข้หวัดหมูลูกผสม H1N1 โดยผู้ป่วยไม่ได้มีการสัมผัสกับหมูหรือไก่ที่บริเวณบ้าน และในระหว่างช่วงเดียวกันมีรายงานการติดเชื้อลูกผสมในแคนาดาใน ค.ศ.2005 และ 2007


เห็นได้ว่าไวรัสไข้หวัดหมูมีการพัฒนาตัวเองมาตลอด แต่สิ่งที่ยากคือ หมูที่ติดเชื้อไม่จำเป็นต้องแสดงอาการเจ็บป่วยก็ถ่ายทอดเชื้อได้ สำหรับ หมูในประเทศไทย ขณะนี้แม้จะมีเชื้อลูกผสมวนเวียนและไม่เป็นอันตรายอยู่ก็ตาม แต่ยังคงต้องเกาะติดสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง

ตำรับดูแลผิวให้ใสกิ๊ก หนีแดด-ทานผักเยอะๆ

ตำรับดูแลผิวให้ใสกิ๊ก หนีแดด-ทานผักเยอะๆ

สุขภาพดี, ผิวดี



รศ. นพ.ปิติ พลังวชิรา ศูนย์ผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ประการแรกควรหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะในแสงแดดประกอบด้วยแสงอัลตราไวโอเลตชนิดเอ ซึ่งมีความยาวคลื่น 320 -400 นาโนเมตร และแสงอัลตราไวโอเลตชนิดบี ที่มีความยาวคลื่น 290 - 320 นาโนเมตร

ทั้งนี้ รังสีอัลตราไวโอเลตชนิดบีจะยับยั้งการสร้างสารพันธุกรรมที่เรียกว่า "ดีเอ็นเอ" โดยจะไปขัดขวางการแบ่งตัวของเซลล์และเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง รวมทั้งส่งเสริมให้รังสีไวโอเลตชนิดเอก่อให้เกิดผลกระทบกับผิวหนัง ด้วยการทำให้เกิดผื่นแดงไหม้จากแสงอาทิตย์ รวมทั้งเป็นอันตรายต่อผิวหนัง ทำให้เกิดริ้วรอย

ดังนั้น ใครที่ยังไม่อยากเกิดริ้วรอยก่อนวัยจึงควรหลีกเลี่ยงแสงแดดและปกป้องผิวโดย การสวมเสื้อแขนยาว กระโปรง กางเกงขายาว และสวมหมวกปีกกว้างหรือกางร่มร่วมกับการทาครีมกันแดดที่มี SPF อย่างต่ำ 15

เลือกใช้เครื่องสำอางให้เหมาะ ทานผักผิวดีกว่าทานเนื้อ

สำหรับการเลือกใช้เครื่องสำอางควรเลือกชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง รู้จักทำความสะอาดผิวหนังเพื่อให้ผิวพรรณดูหมดจด

ส่วน คนที่มีเครื่องสำอางบนใบหน้า อาจต้องใช้ครีมล้างหน้าที่มีส่วนผสมของน้ำมันเพื่อช่วยในการชำระล้างขจัด สิ่งสกปรก ฝุ่นละออง คราบเหงื่อไคลออกจากรูขุมขนบนใบหน้า ถ้าผิวหน้าแห้ง ต้องใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ เพื่อให้ผิวหน้าเกิดความชุ่มชื้นพักผ่อนนอนหลับให้เต็มที่ เพื่อร่างกายจะได้มีเวลาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

"การนอนหลับพักผ่อนเต็มที่จะช่วยทำให้อารมณ์แจ่มใสไม่หงุดหงิด พยายามควรคุมอารมณ์อย่าให้เครียด เพราะว่าความเครียดจะทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายแปรปรวนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นระบบย่อยอาหาร ระบบหายใจ ระบบเผาผลาญอาหารหรือระบบขับถ่าย ซึ่งส่งผลให้ผิวพรรณไม่สดใสและเกิดริ้วรอยได้"

"ขณะเดียวกันก็ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะ จะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง กระชับ ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายและผิวหนังดีขึ้น ทำให้ผิวพรณสดใส มีน้ำมีนวล ที่สำคัญคือการออกกำลังกายจะทำให้มีการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งทำให้คนที่ออกกำลังกายมีความสุขคลายความเครียดได้"

แต่จุดที่ไม่ควรลืมก็คือ ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และครบหมู่ ตั้งแต่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ รวมทั้งอย่าลืมดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8 - 10 แก้ว / วัน ควรรับประทานผักผลไม้มากๆ คนที่รับประทานผักและผลไม้จะมีผิวพรรณสดใสดูอ่อนกว่าวัยกว่าพวกที่ชอบรับ ประทานเนื้อสัตว์

นอกจากนี้ ยังมีผลวิจัยพบว่าคนที่รับประทานผักและผลไม้จะมีจิตใจอ่อนโยนมากกว่าคนที่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์


ออกกำลังกายบนใบหน้า

รศ. น.พ.ปิติบอกด้วยว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่มีการเสริมแต่งผิวพรรณให้สดใส โดยเฉพาะผิวพรรณบริเวณใบหน้า มีการใช้ครีมรองพื้นซึ่งมีส่วนผสมของครีมกันแดดเพื่อให้ผิวหน้านวล ทาลิปสติก ทาบรัชออน เขียนคิ้ว เพื่อให้ใบหน้าดูมีชีวิตชีวา

อย่างไร ก็ตาม จะต้องไม่ลืมออกกำลังกายบริเวณกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า โดยใช้วิธีการผ่อนคลาย ปล่อยวางอารมณ์แล้วอ้าปากให้ขากรรไกรตกลงมาให้มากที่สุด พยายามทำบ่อยๆ เมื่อมีโอกาส วิธีการนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้ากระชับ

ขณะ เดียวกันควรงดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ทำให้ผิวหนังเหี่ยวแก่เร็ว โดยสาเหตุเกิดจากหลอดเลือดไปเลี้ยงผิวหนังหดตัว ทำให้ผิวหนังรับสารอาหารและออกซิเจนน้อยลง

ทำให้ผิวหนังขาดความชุ่ม ชื้นและเกิดรอยเหี่ยวย่น รวมทั้งยังไปทำลายวิตามินต่างๆ เช่นวิามินซี และวิตามินบีรวม แถมส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง ปอดอักเสบเรื้อรัง มะเร็งปอดได้อีกด้วย


การใช้ยาลบริ้วรอย

รศ. น.พ.ปิติให้คำแนะนำทิ้งท้ายว่า ผู้หญิงบางคนใช้ยาช่วยลบริ้วรอย อย่างกรดวิตามินเอ กรดเอเอชเอ (AHA) โคเอนไซม์คิวเทน ก็ควรจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนังก่อน แต่สำหรับการรับประทานโสม หรือยาอายุวัฒนาที่มีการโฆษณาอย่างแพร่หลายว่าเป็นสารสกัดจากปลาทะเลน้ำลึก ที่บอกสรรพคุณว่าสามารถช่วยซ่อมแซมผิวพรรณให้แข็งแรง ยืดหยุ่น ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นนุ่มเนียนขึ้นและช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นนั้น ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการใดๆ ช่วยสนับสนุนสรรพคุณที่กล่าวอ้าง

ทั้ง นี้ เพราะไม่มียามหัศจรรย์ใดๆ ในโลกนี้ที่จะต่อต้านความแก่ได้ นอกเสียจากการดูแลสุขภาพกายใจของให้อยู่ในสภาวะที่สมดุลและปฏิบัติตามคำแนะ นำข้างต้นที่จะทำให้ไม่เสียทั้งเงินและเสียความรู้สึกอย่างแน่นอน

อย่ามัวแต่จับหน้าอก...

อย่ามัวแต่จับหน้าอก...
นอกจากการคลำหน้าอกหามะเร็งเต้านมแล้ว ยังมีอีกหลายจุดในร่างกาย ที่เราสามารถตรวจโรคต่างๆ นานาด้วยตัวเอง

สุขภาพ
ลิ้น ให้แลบลิ้นมาจนสุด ถ้ามีจุดสีขาว สีเหลือง หรือสีส้ม กระจายอยู่ทั่วลิ้น นั่นแปลว่าคุณอาจมีกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไปแล้ว และอาจกำลังจะเป็นกรดไหลย้อน ทีนี้มื้อต่อๆ ไปก็แค่กินรสเผ็ดให้น้อยลงหน่อย หรือไม่ก็ลองกินยาลดกรดแต่ปรึกษาหมดก่อนก็ดีนะ

รักแร้ เมื่อไหร่ที่ผิวน้องจั๊กกะแร้เริ่มสากและดำขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ เป็นไปได้ว่าคุณมีฮอร์โมนอินซูลินในเลือดมากเกินไป และนั่นคืออาการของโรคเบาหวาน ให้รีบไปตรวจเลือดดู จะได้รู้ว่าตกลงเราเป็นเบาหวานหรือใช้โรลออนมากไป

หนังศีรษะ ถ้าคุณไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผมเลย แต่ก็ยังเจอผมร่วงเยอะ จนผมเริ่มบางผิดปกตินั่นอาจเป็นผลของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ รีบไปปรึกษาหมอ เพื่อวัดระดับการทำงานของต่อมไทรอยด์ ถ้ามีอะไรผิดปกติจะได้รีบรักษา

ขนหน้าท้อง ถ้าจู่ๆ ขนอ่อนๆ ที่ท้องน้อยที่เคยบางๆ พอเซ็กซี่ กลับเส้นหนา หรือ ดกขึ้น นี่คือสัญญาณหนึ่งของโรค Polycystic Ovarian Syndrome (PCOS) หรือ การมีถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ ทำให้ระดับฮอร์โมนเพศชายสูงขึ้นขนเลยดกและหนาขึ้นนั้นเอง รีบไปหาหมอสูตินารีแพทย์ของคุณ

ตา ไม่ได้อดนอนแต่ใต้ตาดำปิ๊ดเป็นหมีแพนด้า คุณอาจจะกำลังเป็นภูมิแพ้อยู่ก็ได้ เพราะเวลาร่างกายเราเปิดรับสารที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ จะเกิดปฏิกิริยาปล่อฮิสตามีน และที่อาการปรากฏให้เห็นได้ชัดก็คือ เกิดเป็นรอยคล้ำๆ ในบริเวณที่ผิวบางที่สุด ก็คือผิวใต้ดวงตานั้นเอง

5 วิธีไดเอ็ต ที่แย่ที่สุด

5 วิธีไดเอ็ต ที่แย่ที่สุด
ลดน้ำหนัก1. ไดเอ็ตด้วยการกินอาหารแค่บางประเภท

เช่น ซุปกระหล่ำปลี หรือ องุ่น แต่จะกินสักกี่ถ้วยถึงจะพอต่อความต้องการของร่างกาย เพราะ คนเราต้องการสารอาหารหลากหลายประเภทถ้ากินอาหารประเภทนี้ซ้ำๆ อาจจะช่วยลดน้ำหนักได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่คุณก็จะกลายเป็นโรคขาดสารอาหารไปในทันที


2. ไดเอ็ตดีท็อกซ์

เชื่อกันว่าเป็นการล้างสารพิษออกจากร่างกาย จริงแล้วเปล่าเลย มันกลับเป็นวิธีที่ดูโง่ที่สุดและไม่มีผลทางวิทยาศาสตร์ที่วิเคราะห์แล้วว่า ดี จริงๆ แล้วอวัยวะในร่างกายของเราดีอยู่แล้วมีระบบฟอกกรองของเสียของร่างกาย เช่น ตับและปอด โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีดีท็อกซ์ในการล้างสารพิษ ฉะนัน ปล่อยให้มันเป็นไปตามกระบวนการทำงานของร่างกายดีกว่า


3 .ไดเอ็ตด้วยอาหารหรือยามหัศจรรย์

ลืมไปได้เลยว่าจะมีอาหารหรือยาชนิดไหนสามารถช่วยลดความอ้วนของคุณได้ในระยะ เวลายาว โดยที่กินแล้วไม่มีผลกระทบข้างเคียง คุณอาจจะกินวิตามินเสริมไปกับการลดน้ำหนักได้ แต่แนะนำว่ารับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะดีกว่า


4. ไดเอ็ตที่ต้องอด

กลายเป็นค่านิยมสำหรับสำหรับผู้ที่อยากลดน้ำหนักไปแล้ว แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์เลย เพราะถ้าคุณกินอาหารไม่เพียงพอก็จะกลายเป็นโรคขาดสารอาหาร ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายและเมื่อคุณเลิกอดอาหาร กลับมาทานปกติระบบเผาผลาญก็จะแปรปรวนจนเกิดโยโย่เอฟเฟ็กต์และกลับมาอ้วนอีก


5. ไดเอ็ตที่ฟังดูดีเกินกว่าจะเป็นจริง

ถ้ามันฟังดูดีจนเกินไปจนไม่น่าทำได้จริง มันก็คงเป็นเช่นนั้น แผนการไดเอ็ตที่อ้างถึง "ความลับ" บางอย่างที่ตรงข้ามกับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือมันก็อาจเป็น ความลับที่เป็นไปไม่ได้ก็ได้

4 ท่า ขจัดอาการปวดขาจากส้นสูง

4 ท่า ขจัดอาการปวดขาจากส้นสูง



ส้นสูง, รองเท้าส้นสูง




A นั่งพับขา แยกปลายเท้าออกให้ก้นติดพื้น มือจับฝ่าเท้าทั้งสองข้าง หันหัวแม่มือไปทางส้นเท้าและกดลงเบาๆ เหยียดแขนให้ตรง หายใจเข้าและออกช้าๆ พร้อมเอนตัวไปด้านหลัง ค้างไว้นับ 1-10 ค่อยคืนตัวกลับท่าเริ่มต้น

B นั่งไขว้ขาชัน เข่ามือจับขาทั้งสองข้าง หายใจเข้าช้าๆ พร้อมแยกเข่าออกจากัน ขณะเดียวกันให้ใช้มือทั้งสองออกแรงต้านขาไว้ หายใจเข้าอีกครั้ง นับ 1-10 ค่อยหายใจออก

C นั่งเหยียดขาข้างที่มีอาการปวดเข่า จากนั้นไขว้ขาอีกข้างทับบนเข่าข้างที่เจ็บ วางมือทั้งสองข้างราบกับพื้นข้างลำตัว เหยียดแขนตรงหายใจเข้าและออกช้าๆ พร้อมไถมือไปด้านหน้าจนสุดเท่าที่ทำได้ จนรู้สึกว่าขาที่ทับเข่าตึง จึงค่อยดึงมือกลับ

D 1 ยืนตรงพิงกำแพง ไขว้ขาขวาทับขาซ้าย ใช้มือซ้ายดึงข้อเท้าขวาขึ้น มือขวากดเข่าขวาหายใจเข้าลึกๆ พร้อมยืดหลังให้ตรงที่สุด

2 หายใจออกช้าๆ พร้อมหย่อนเข่าซ้าย ขณะเดียวกันมือขวากดเข่าขวาลง มือซ้ายออกแรงดึงข้อเท้าเท่าที่ทำได้ หายใจเข้าพร้อมยืดขาซ้ายขึ้นตรง ค่อยๆ ผ่อนมือทั้งสองข้าง จากนั้นไขว้ขาซ้ายทับขาขวา ใช้มือขวาดึงข้อเท้าซ้ายขึ้น มือซ้ายกดเข่าซ้าย ทำเช่นเดียวกันจนจบข้อที่ 2